
ช่วงต้นปี 1920 ในเยาวราช กรุงเทพฯ อากาศร้อนอบอ้าว เต็มไปด้วยเสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนขายของและเสียงกระทะดัง “ฉ่าๆ” กลางความวุ่นวายนั้น มีผู้อพยพชาวจีนชื่อเจีย เอ็กฉ่อ กับน้องชายเจีย จินเฮียง กำลังขายเมล็ดผักอยู่ที่แผงเล็ก ๆ ริมถนน
กาลเวลาผ่านไปกว่าร้อยปี เมล็ดเหล่านั้นไม่ได้แค่กลายเป็นต้นพืช แต่กลายเป็น “เครือเจริญโภคภัณฑ์” (CP Group) หนึ่งในกลุ่มทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย
แค่บริษัทลูกอย่าง CP Foods (CPF) บริษัทเดียว ก็มีมูลค่าตลาดกว่า 5.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 ดำเนินงานใน 17 ประเทศ ส่งออกไปกว่า 50 ประเทศ
นอกจากอาหารแล้ว ซีพียังขยายไปถึงธุรกิจค้าปลีก (มี 7-Eleven กว่า 15,000 สาขาทั่วประเทศ) โทรคมนาคม (ทรู คอร์ปอเรชั่น หนึ่งในผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่ของไทย) รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ การเงิน และยา
พูดง่าย ๆ คือ ซีพีอยู่ในทุกมุมของชีวิตคนไทย ตั้งแต่ไก่ในจานข้าว ซิมในโทรศัพท์ ไปจนถึงร้านสะดวกซื้อหน้าออฟฟิศ
นี่คือเรื่องของครอบครัวที่กล้าลงเดิมพันซ้ำแล้วซ้ำอีก ด้วยความเชื่อว่า “ถ้าเราดูแลผู้คนก่อน ความสำเร็จจะตามมาเอง”
🌱 สองพี่น้องกับแผงขายเมล็ดพันธุ์
เจีย เอ็กฉ่อ และเจีย จินเฮียง ไม่มีทางเลือกมากนัก เหมือนผู้อพยพชาวแต้จิ๋วอีกหลายพันคนที่หนีความยากจนจากจีนมาสู่ประเทศไทย มีเพียงความหวังและข้าวของเล็กน้อยติดตัว
พวกเขาพูดภาษาไทยไม่ได้ ทำได้แค่สังเกตสิ่งรอบตัว และสิ่งที่เห็นคือเกษตรกรไทยต้องเจอกับปัญหาเมล็ดพันธุ์ไม่ได้คุณภาพ พวกเขาจึงเริ่มนำเข้าเมล็ดพันธุ์ที่ดีกว่าและขายให้เกษตรกรในย่านเยาวราช
ปี 1921 พวกเขาจดทะเบียนร้าน “เจียไตชุง” ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของบริษัท “เจียไต” และต่อมาก็คือรากฐานของ เครือซีพี
🇹🇭 เกินกว่าแค่ขายเมล็ดพันธุ์ดี ๆ
ช่วงต้นทศวรรษ 1950 กิจการเจียไตเริ่มเติบโตจากเสียงบอกต่อ และคุณภาพคือสิ่งที่พวกเขายึดมั่นที่สุด
เจียไตเปิดตัวแบรนด์ “เครื่องบิน” (Aeroplane Brand) ที่เน้นมาตรฐานสูงสุด โดยบรรจุเมล็ดพันธุ์ในซองกระดาษปิดผนึก พร้อมระบุวันหมดอายุ เพื่อแสดงถึงความโปร่งใสและคุณภาพ
ปี 1959 พวกเขาซื้อที่ดิน 40 ไร่ที่อ้อมน้อย เพื่อทดลองเมล็ดพันธุ์ให้เหมาะกับสภาพอากาศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวในการช่วยเกษตรกรให้ประสบความสำเร็จ มากกว่าขายของแล้วจบกัน
🤩 ชื่อใหม่ที่เริ่มต้นความยิ่งใหญ่
ทศวรรษ 1960 เจียไตขยายจากเมล็ดพันธุ์ไปสู่ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง แต่พวกเขาไม่หยุดแค่นั้น
พวกเขาก้าวสู่ธุรกิจอาหารสัตว์และการเลี้ยงสัตว์ เป็นก้าวต่อธรรมชาติของการสนับสนุนเกษตรกรให้ครบวงจร
และพวกเขาใช้ชื่อใหม่ว่า “เจริญโภคภัณฑ์” (Charoen Pokphand) ที่หมายถึง “ความเจริญรุ่งเรืองในอาหาร”
พวกเขาสร้างโรงงานอาหารสัตว์แห่งแรกของซีพี เครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้มีต้นทุนสูงมากในยุคนั้น แต่ซีพีไม่ได้แค่ขายอาหารสัตว์แล้วจากไป พวกเขาสร้างระบบช่วยเกษตรกร เช่น การอบรม การควบคุมคุณภาพ และการสนับสนุนทางเทคนิค
ปี 1964 ลูกชายคนเล็กของเจีย เอ็กฉ่อ คือ ธนินท์ เจียรวนนท์ เข้ารับตำแหน่งผู้นำตอนอายุเพียง 25 ปี แม้จะเป็นน้องสุดท้องแต่มีพลังและวิสัยทัศน์สูงสุดสำหรับอนาคตของซีพี
จนในปี 1975 ซีพีเปิดตัวระบบ “เกษตรพันธสัญญา” (Contract Farming) อย่างเป็นทางการ โดยซีพีให้ความรู้ การอบรม และอุปกรณ์การผลิต เช่น อาหารสัตว์และลูกไก่ ส่วนเกษตรกรมีที่ดินและแรงงาน ซีพีรับซื้อผลผลิตคืนทั้งหมด
ระบบนี้ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง และซีพีได้ซัพพลายเชนที่เชื่อถือได้
🐣 การส่งออกญี่ปุ่น
ในช่วงปี 1970 ซีพีมีเป้าหมายใหญ่กว่าเดิม ไม่ได้แค่เลี้ยงไก่ขายในประเทศ แต่ต้องการ “ส่งออกไก่ไปญี่ปุ่น”
ซึ่งเป็นตลาดที่มีมาตรฐานสูงมาก และในตอนนั้นไทยแทบไม่เป็นที่รู้จักเรื่องไก่อุตสาหกรรม
แต่ธนินท์มีความเชื่อว่า “ถ้าเราควบคุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่สายพันธุ์จนถึงโรงเชือด เราจะได้คุณภาพเทียบญี่ปุ่นแน่นอน”
พวกเขาศึกษาระบบคุณภาพของญี่ปุ่น สร้างระบบขนส่งเย็น และจัดทีมสัตวแพทย์ดูแลตลอดเวลา จนปี 1973 ซีพีส่งออกไก่ชุดแรกไปญี่ปุ่นสำเร็จ
🛒 ร้านสะดวกซื้อของคนไทย
ใครที่อยู่เมืองไทยคงรู้ว่า 7-Eleven ไทย “ดีที่สุดในโลก” แต่มันไม่ได้เริ่มต้นแบบนั้น
ปลายทศวรรษ 1980 ซีพีเห็นช่องว่างในตลาดค้าปลีก เพราะคนไทยยังไม่มีร้านสะดวกซื้อจริง ๆ พวกเขาจึงซื้อลิขสิทธิ์จากสหรัฐฯ เพื่อเปิด 7-Eleven ในปี 1988
สาขาแรกเปิดในปี 1989 แต่ช่วงแรกกลับไม่ค่อยมีคนเข้า เพราะคนไทยยังชินกับตลาดสด ไม่เข้าใจทำไมต้องซื้อของแพงกว่าตามร้านเล็ก ๆ
แต่ซีพีไม่ยอมแพ้ พวกเขาปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมไทย เช่น ขายลูกอมมะขามแทนพิซซ่าแช่แข็ง และเปิดร้านขนาดเล็กตามหัวมุมซอย
ค่อย ๆ จาก “ร้านต่างชาติ” กลายเป็น “ร้านข้างบ้าน” ที่คนไทยใช้ทุกวัน
ปัจจุบันไทยมี 7-Eleven กว่า 15,000 สาขา มากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากญี่ปุ่น
📱 การทุ่มในโทรคมนาคม
ปี 1990 ซีพีเริ่มเข้าสู่ธุรกิจโทรคมนาคม ด้วยการตั้งบริษัท TelecomAsia ภายใต้สัมปทานของ TOT
ต่อมาในปี 2001 เปิดบริการมือถือในชื่อ TA Orange และรีแบรนด์เป็น True Corporation ในปี 2004
ทรูต้องเจอการแข่งขันรุนแรงและขาดทุนหลายปี แต่พวกเขาไม่ถอย เลือกเน้น “ระบบครบวงจร” ทั้งอินเทอร์เน็ต มือถือ และทีวีแบบบอกรับสมาชิก รวมถึงใช้ 7-Eleven เป็นช่องทางจ่ายบิลและเติมเงินทั่วประเทศ
ในที่สุดโมเดลนี้ก็กลายเป็นจุดแข็ง เพราะทุกธุรกิจของทรูเกื้อหนุนกันเอง
1 มีนาคม 2023 ทรูควบรวมกับ dtac กลายเป็นบริษัทมือถือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีลูกค้ากว่า 51 ล้านคน
🌀 อยู่รอดในวิกฤต
ทศวรรษ 1990 ซีพีขยายไปทั่วเอเชีย ทั้งเวียดนาม กัมพูชา และจีน
แต่เมื่อเกิด วิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 ค่าเงินบาทตกฮวบ โครงการหยุดชะงัก พนักงานจำนวนมากต้องออก ซีพีต้องเข้าสู่โหมดเอาตัวรอด
พวกเขาปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ธนินท์ถอยไปเป็นประธานอาวุโส และส่งไม้ต่อให้ลูกชาย ศุภชัย เจียรวนนท์ เข้ารับตำแหน่ง CEO ในปี 2021 เพื่อขับเคลื่อนยุคดิจิทัลและความยั่งยืน พร้อมขายธุรกิจที่ไม่ใช่แกนหลักออกไป
ซีพีเรียนรู้บทเรียนเดิมอีกครั้งว่า “เราสร้างธุรกิจไม่ใช่เพื่อกระแส แต่เพื่ออยู่ได้ยาวนาน”
🌏 หนึ่งศตวรรษต่อมา
ปัจจุบัน เครือซีพีดำเนินงานในกว่า 21 ประเทศ มีรายได้รวมกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.32 ล้านล้านบาท) ในปี 2023
พวกเขาเป็นผู้นำส่งออกกุ้งรายใหญ่ของโลก เป็นเจ้าของ TrueVisions สถานีทีวีรายใหญ่ของไทย ผลิตมอเตอร์ไซค์ในจีน และฝึกอบรมคนหลายพันคนต่อปี
ตระกูลเจียรวนนท์ ทายาทของเจีย เอ็กฉ่อ ติดอันดับ เศรษฐีไทยอันดับ 2 ของ Forbes ปี 2025 ด้วยทรัพย์สินกว่า 35.7 พันล้านดอลลาร์
และทั้งหมดนี้เกิดจากความเชื่อเดิมของสองพี่น้องที่ขายเมล็ดพันธุ์เมื่อร้อยปีก่อนว่า
“หากเราช่วยคนอื่นให้เติบโต ความเจริญจะตามมาเอง”
💡 บทเรียนจากเรื่องราวของซีพี

The newsletter that keeps you up-to-date on the top stories on tech and business in Southeast Asia. It's fun, quick and free.